อ่าน

377

คะแนน

แก้ไขล่าสุด

03/11/2560

แบ่งปัน

แนวทางการดำเนินงานการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรตามมติที่ประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการฯ ระหว่างปี ปี 57-60

1. การคำนวณค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร สำหรับโรงแยกก๊าซธรรมชาติที่มีกระบวนการปรับปรุงคุณภาพโดยการดึงก๊าซ CO2 ออกจากก๊าซธรรมชาติโดยตรงในกระบวนการผลิต (ไม่มีการเผาไหม้) จะต้องคิดรวมปริมาณก๊าซ CO2 ที่ถูกดึงออกและปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศดังกล่าวด้วย (ครั้งที่ 2/2557 วันที่ 24 เมษายน 2557)

2. ในการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ ต้องใช้ค่า Emission Factor ของไฟฟ้าและไอน้ำที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (Combined- Cycle Power Plant)  หรือโรงไฟฟ้าที่ผลิตทั้งไฟฟ้าและไอน้ำ (Cogeneration Power Plant) แบบ Cradle to Gate เท่านั้น ไม่สามารถใช้ค่า Emission Factor ของไฟฟ้าและไอน้ำที่ใช้ในการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ได้ เนื่องจาก ค่า emission factor ที่ใช้ในการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร แบบ Gate to Gate ซึ่งคิดรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอื่นนอกเหนือจากกระบวนการผลิตที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปด้วย และไม่ได้คิดรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการได้มาของเชื้อเพลิง (ครั้งที่ 2/2557 วันที่ 24 เมษายน 2557 และ ครั้งที่ 3/2557 วันที่ 3 มิถุนายน 2557)

3. ให้ใช้ค่า Emission Factor ของการผลิตไฟฟ้าที่คำนวณแบบ Gate to Gate ในการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (ครั้งที่ 2/2557 วันที่ 24 เมษายน 2557 และ ครั้งที่ 3/2557 วันที่ 3 มิถุนายน 2557)

4. ในกรณีที่ซื้อไฟฟ้ามาจากผู้ผลิตไฟฟ้าที่เป็น Supplier รายอื่นซึ่งไม่ใช่ไฟฟ้าแบบ Grid Mix จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ให้ใช้ค่า Emission Factor ของไฟฟ้า ในปีที่เก็บข้อมูลจากผู้ผลิตไฟฟ้าที่เป็น Supplier ที่องค์กรจัดซื้อ ทั้งนี้หากไม่มีค่า Emission Factor ไฟฟ้าในปีที่เก็บข้อมูล กำหนดให้สามารถใช้ค่า Emission Factor ไฟฟ้า ซึ่งเป็นข้อมูลจากแหล่งข้อมูลดังกล่าว ย้อนหลังได้ไม่เกิน 3 ปี โดยต้องตรวจสอบเทคโนโลยีและเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตให้สอดคล้องกับค่า Emission Factor ที่นำมาใช้ด้วย  ทั้งนี้หากตรวจสอบและเชื่อได้ว่า ผุ้รายงานไม่สามารถขอข้อมูลค่า Emission Factor จาก ผู้ผลิตไฟฟ้าซึ่งเป็น Supplier เพื่อนำค่าดังกล่าวมาใช้คำนวณได้จริง กำหนดให้สามารถใช้ค่า Emission Factor อื่นซึ่งผ่านการตรวจสอบ (เช่น เทคโนโลยีการผลิตและเชื้อเพลิงที่ใช้เป็นแบบเดียวกันกับที่ผลิตจริง เป็นต้น) แล้วพบว่า สามารถใช้เป็นค่าตัวแทนที่เหมาะสมแทนได้ (ครั้งที่ 4/2557 วันที่ 25 กรกฎาคม 2557 และ ครั้งที่ 5/2557 วันที่ 25 กันยายน 2557)

5. การคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซมีเทนจากระบบบำบัดน้ำเสีย ให้พิจารณาแยกตามรายเทคโนโลยี เช่น ในกรณีที่เป็นบริษัทแห่งเดียว มีระบบ Septic tank เพียงอย่างเดียว และใช้วิธีการประเมินตาม IPCC 2006 Vol 5 ให้กำหนดค่า Urbanization(U) = 1  และ Degree of utilization of treatment or discharge pathway or method for each income group (Ti,j ) = 1 (ครั้งที่ 5/2557 วันที่ 25 กันยายน 2557, ครั้งที่ 3/2559 วันที่ 17 พฤษภาคม 2559, และ ครั้งที่ 4/2559 วันที่ 26 กรกฎาคม 2559)

6. การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากโรงบำบัดน้ำเสียประเภทน้ำกากส่า จากกระบวนการผลิตของโรงงานผลิตสุรา ที่มีการใช้วิธีการบำบัดน้ำเสียแบบบ่อผึ่ง หากมีการเผากากตะกอนบริเวณผิวหน้าของบ่อผึ่งเพื่อกำจัดกลิ่น และไม่สามารถเก็บข้อมูลปริมาณก๊าซมีเทนที่ถูกเผาไหม้จากกิจกรรมดังกล่าวได้ ให้คำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซมีเทนตามวิธีการคำนวณ Methane Emission from Industrial Wastewater in Section 6.2.3 ของ IPCC Guideline : Table 6.8 Default MCF Values for Industry Wastewater โดยใช้ค่า factor แบบ Anaerobic deep lagoon : Depth more than 2 metres แทนตามหลักอนุรักษ์นิยม (conservative) (ครั้งที่ 3/2558 วันที่ 22 พฤษภาคม 2558)

7. การคำนวณการปล่อยก๊าซมีเทนจากการใช้ห้องน้ำของพนักงานในองค์กร สามารถคำนวณได้ 2 วิธี คือ

1) คำนวณตามค่า Design Specification ของ Septic Tank ที่องค์กรใช้

2) คำนวณตามวิธีที่กำหนดใน IPCC Guidelines for National Greenhouse Gas Inventories ปี 2006 โดยพิจารณาจากค่า BOD ที่เข้าสู่ Septic tanks โดยค่า BOD อาจคำนวณจากปริมาณการใช้น้ำหรือจำนวนพนักงาน

ทั้งนี้ให้ใช้วิธีคำนวณในข้อที่ 1 ก่อน หากไม่มีข้อมูล ให้คำนวณตามข้อที่ 2 ได้

(ครั้งที่ 3/2558 วันที่ 22 พฤษภาคม 2558)

8. ในกรณีที่โรงงานมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพื่อใช้ภายในองค์กรจาก 2 แหล่ง โดยผสมกันก่อนนำเข้าสู่โรงงานเพื่อใช้งาน ผู้ผลิตสามารถคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้ก๊าซธรรมชาติ ตาม IPCC และ API ได้โดยใช้ค่า % Carbon Composition ของเชื้อเพลิงที่ได้จาก supplier ทั้งนี้ให้คำนวณแยกตามแหล่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติ โดยใช้ข้อมูลปริมาณเชื้อเพลิง (หน่วย scf หรือ ลบ.ม.) และค่า Heating Value จากแต่ละแหล่งที่มีการนำเข้ามาใช้ในโรงงาน (ครั้งที่ 4/2557 วันที่ 25 กรกฎาคม 2557)

9. การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของก๊าซธรรมชาติ หากจะใช้ค่า Emission Factor ของ อบก. ต้องใช้ค่าความร้อนที่เป็น Lower Heating Value (LHV) หรือ Net Calorific Value (NCV) แต่หากหลักฐานที่ใช้ตรวจ (เช่น บิลใบเสร็จ) ระบุค่าความร้อนเป็นค่า Higher Heating Value (HHV) สามารถคำนวณได้ 3 วิธี คือ

1) เปลี่ยนค่าความร้อน HHV ให้เป็น LHV โดยอาศัยข้อมูลจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือจากบริษัทฯ ที่จำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้ หรือใช้วิธีการแปลงค่าตาม API (American Petroleum Institute) ทั้งนี้เมื่อได้ค่าความร้อนเป็น LHV แล้ว สามารถใช้ค่า Emission Factor ของ อบก. ได้       

2) ใช้ข้อมูลค่าความร้อนที่เป็น HHV ตามเดิมแต่เปลี่ยนไปใช้ค่า Emission Factor สำหรับ HHV ที่มีการแสดงค่าอยู่ใน API

3) เปลี่ยนค่า Emission Factor ของ อบก. ให้เป็นค่า Emission Factor สำหรับค่าความร้อนที่เป็น HHV โดยอาศัยวิธีการของ API

(ครั้งที่ 5/2557 วันที่ 25 กันยายน 2557, ครั้งที่ 1/2558 วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558  และ ครั้งที่ 2/2558 วันที่ 27 มีนาคม 2558)

10. การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากปริมาณการใช้น้ำมัน กรณีที่ใช้หลักฐานเป็นบันทึกจำนวนเงินที่โรงงานจ่ายค่าน้ำมันให้ มีวิธีการคำนวณค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกดังนี้

1) คำนวณเงินเป็นปริมาณน้ำมันโดยใช้ข้อมูลราคาน้ำมัน จาก กรมธุรกิจพลังงาน ทั้งนี้หากยืนยันว่ามีการเติมจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้ใช้ราคาน้ำมันจาก  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)                             

2) ราคาน้ำมันให้ใช้ราคาเฉลี่ยรายเดือน

3) การเทียบราคาของประเภทน้ำมัน

             - น้ำมันที่มีส่วนผสมของน้ำมันเบนซิน/ก๊าซโซลีน ให้เทียบกับก๊าซโซฮอล 91 เป็นหลัก

             - น้ำมันที่มีส่วนของผสมน้ำมันดีเซลให้เทียบกับน้ำมันดีเซล เป็นหลัก

(ครั้งที่ 3/2558 วันที่ 22 พฤษภาคม 2558)

11. การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้น้ำมันของรถยนต์ กรณีที่หลักฐานระบุข้อมูลกิจกรรมเป็นระยะทางที่รถวิ่ง ให้คำนวณจำนวนลิตร โดยใช้อัตราสิ้นเปลืองจากการเดินทางของรถประเภทต่างๆ ซึ่งอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันจากการเดินทางด้วยรถประเภทต่างๆ สามารถใช้ได้ 2 วิธี คือ

1) ใช้ข้อมูลอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงขององค์กรเอง แต่ข้อมูลที่ใช้ต้องมีหลักฐานสอบทวนกลับได้ที่ชัดเจน

2) ตามแนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นขององค์กร ของ อบก.

(ครั้งที่ 3/2559 วันที่ 17 พฤษภาคม 2559)

12. กรณีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง อาจมีทั้งกิจกรรมที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงและใช้ล้างเครื่องจักร หากไม่สามารถแยกปริมาณตามประเภทของการใช้งานได้ ต้องพิจารณาถึงนัยสำคัญประกอบด้วย หากมีนัยสำคัญมาก ต้องหาวิธีในการประเมินทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ หากมีนัยสำคัญน้อย อาจพิจารณาแบบ Worst Case Scenarios (โดยนำกิจกรรมที่มีค่า Emission Factor ที่สูงที่สุดมาเป็นตัวแทน) (ครั้งที่ 3/2559 วันที่ 17 พฤษภาคม 2559 และ ครั้งที่ 4/2559 วันที่ 26 กรกฎาคม 2559)

13. สารทำความเย็นประเภท R-22 เป็นสารทำความเย็นที่อยู่ภายใต้พิธีสารมอนทรีออล (Montreal Protocol) ซึ่งหากมีการเปลี่ยนเป็นสารทำความเย็นชนิดอื่น อาจจะส่งผลต่อภาวะโลกร้อนในอนาคต ทั้งนี้แนวทางการจัดทำรายงานสามารถกระทำได้ 2 วิธี ดังนี้        

1) พิจารณาว่าจะเลือกประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้สาร R-22 ก็ได้ หรือจะไม่เลือกประเมินก็ได้ (ถ้าไม่ประเมินก็ไม่ต้องระบุลงในรายงาน)

2) ถ้าเลือกประเมิน ให้ยึดตามแนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ตามปกติ แต่ให้รายงานแยก

(ครั้งที่ 1/2558 วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558  และ ครั้งที่ 2/2558 วันที่ 27 มีนาคม 2558)

14. องค์กรต้องนับรวมกิจกรรมการเติมสารทำความเย็น ในกรณีที่เติมโดยผู้รับจ้างจากหน่วยงานภายนอกด้วย เนื่องจากเป็นการจ้างมาเติม ในส่วนของปริมาณที่รั่วไหลจากการดำเนินงานขององค์กร คำนวณจากปริมาณสารทำความเย็นที่เติม หากไม่ทราบปริมาณสารทำความเย็นที่เติมให้คำนวณจากเปอร์เซ็นต์การรั่วไหล ตามคู่มือแนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ตารางแสดงค่าประมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากสารทำความเย็นของระบบทำความเย็นแบบต่างๆ เช่น

- ตู้เย็น ตู้แช่ ให้เลือกเปอร์เซ็นต์การรั่วไหลแบบ Domestic Refrigeration

- เครื่องปรับอากาศ แบบ Spilt type ให้เลือกเปอร์เซ็นต์การรั่วไหลแบบ Residential and Commercial A/C including Heat Pumps เป็นต้น

(ครั้งที่ 3/2559 วันที่ 17 พฤษภาคม 2559)

15. การตัดออก (Cut Off) ให้คำนวณหรือประมาณการค่าการปล่อยกาซเรือนกระจกทั้งหมดในทุกประเด็นก่อน (รวมถึงประเด็นที่ต้องการตัดทิ้ง) แล้วค่อยทำการตัดออก โดยปริมาณที่ตัดทิ้งต้องไม่เกิน ค่าความมีสาระสำคัญ (Material Threshold) ที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 5 (ครั้งที่ 6/2556 วันที่ 23 สิงหาคม 2556 และ ครั้งที่ 5/2557 วันที่ 25 กันยายน 2557)

16. การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas (LPG)) จากกิจกรรมการปรุงอาหารของผู้ประกอบการร้านอาหารภายในโรงงาน กรณีองค์กรเป็นผู้รับผิดชอบค่า LPG ต้องนับรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากผู้ประกอบการร้านอาหารเป็นผู้รับผิดชอบค่า LPG เอง ไม่ต้องนับรวม (ครั้งที่ 3/2559 วันที่ 17 พฤษภาคม 2559 และ ครั้งที่ 4/2559 วันที่ 26 กรกฎาคม 2559)

17. การคำนวนปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการนำน้ำเสียไปผลิต Biogas โดยมีบ่อพักน้ำเสียที่เป็นบ่อแบบมีฝาปิดหรือมีแผ่นพลาสติกคลุมในกระบวนการผลิต และมีท่อต่อระบายอากาศออกจากบ่อ บ่อดังกล่าวอาจมีโอกาสเกิดก๊าซมีเทน จึงให้คิดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้น โดยสามารถคำนวณจากผลต่างระหว่าง COD ขาเข้ากับ COD ขาออกของบ่อบำบัด และคำนวณตามสูตรการคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระบบบำบัดน้ำเสียของ IPCC 2006 Vol 5 Chapter 6 Wastewater Treatment and Discharge (ครั้งที่ 5/2558 วันที่ 3 กันยายน 2558)

18. เอกสารที่เกี่ยวข้องสำหรับการทวนสอบ เพื่อขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ของ อบก. กำหนดให้ผู้ทวนสอบส่งเอกสารลำดับที่ 1, 9 และ 10 ให้ อบก. ตรวจสอบ สำหรับเอกสารลำดับที่ 2-8 ผู้ทวนสอบสามารถเก็บไว้เป็นหลักฐานสำหรับตรวจสอบในกรณีที่มีการขอรับการรับรอง (accreditation) โดยเนื้อหาของเอกสารลำดับที่ 3, 4 และ 7 สามารถรวมกันได้ ทั้งนี้เอกสารลำดับที่ 7 ได้เพิ่มช่องลงนาม สำหรับผู้มีอำนาจขององค์กรผู้จัดทำรายงาน เพื่อลงนามรับทราบและยอมรับสิ่งที่ผู้ทวนสอบสรุปจากการเข้าทวนสอบ (ครั้งที่ 2/2558 วันที่ 27 มีนาคม 2558 และ ครั้งที่ 3/2558 วันที่ 22 พฤษภาคม 2558)

19. ในกรณีที่องค์กรใช้ระบบบัญชีรายการขององค์กร เช่น ระบบ System Application Program (SAP) มาเป็นหลักฐานสำหรับการทวนสอบข้อมูลกิจกรรม ให้องค์กรผู้จัดทำรายงานแสดง item ที่ถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลกิจกรรมต่อผู้ทวนสอบ และพิสูจน์กับผู้ทวนสอบให้ได้ว่าระบบดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือและความถูกต้อง ซึ่งหากพิสูจน์แล้วผู้ทวนสอบเห็นว่าระบบมีความน่าเชื่อถือและมีความถูกต้องอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ทางองค์กรก็สามารถใช้ระบบดังกล่าวเป็นหลักฐานของข้อมูลกิจกรรมได้ (ครั้งที่ 3/2558 วันที่ 22 พฤษภาคม 2558 และ ครั้งที่ 4/2558 ที่ 20 กรกฎาคม 2558)

20. ในกรณีที่ข้อมูลกิจกรรมขององค์กร มาจากข้อมูลที่ไม่ชัดเจนและมีความน่าเชื่อถือน้อย เช่น ข้อมูลน้ำมันเชื้อเพลิงขององค์กรที่มีการรายงานข้อมูลปริมาณน้ำมันที่มีการเบิกใช้จริง แต่วิธีการตรวจวัดไม่ชัดเจนและมีความน่าเชื่อถือน้อย เช่น เครื่องมือวัดที่ใช้วัดปริมาณไม่มีการสอบเทียบ มีการชั่งตวงวัดจากเครื่องมือที่ไม่ได้มาตรฐาน องค์กรสามารถรายงานผลข้อมูลปริมาณน้ำมันจากหลักฐานการชำระเงินการสั่งซื้อน้ำมันได้ หรือ นำข้อมูลทั้งสองแหล่งมาเทียบเคียงและพิสูจน์แล้ว พบว่า ปริมาณที่สั่งซื้อกับปริมาณการใช้งานจริงที่บันทึกไว้มีค่าแตกต่างกันไม่มาก สามารถอ้างอิงการใช้ข้อมูลแบบใดก็ได้  แต่หากในกรณีที่ข้อมูลทั้ง 2 แหล่งแตกต่างกันมาก องค์กรต้องอธิบายความแตกต่างได้และเลือกใช้ข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด  (ครั้งที่ 3/2559 วันที่ 17 พฤษภาคม 2559)

21. กำหนดให้จัดทำ Verification Sheet เพื่อใช้ขอขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ของ อบก. ตามรูปแบบที่ อบก. กำหนด เพื่อความสะดวกและครบถ้วน ในการทวนสอบ ทั้งนี้หากองค์กรใดมีการจัดทำ Verification Sheet ในรูปแบบที่แตกต่างแต่ผู้ทวนสอบ พิจารณาแล้วเห็นว่าครบถ้วนตามที่ อบก. กำหนด ก็สามารถใช้ในการทวนสอบเพื่อใช้ขอขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุต พริ้นท์ขององค์กรดังกล่าวได้ (ครั้งที่ 3/2559 วันที่ 17 พฤษภาคม 2559)

22. กรณีการคำนวณ ในการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากปริมาณ crude oil ที่หายไประหว่างการขนส่ง โดยคิดค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิต crude oil ส่วนที่หายไป สามารถคิดเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่นๆ หรือประเภทที่ 3 (Scope 3) ในการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร Scope 3 ได้ ทั้งนี้ให้คำนึงถึงหลักความมีนัยสำคัญต่อองค์กร และความต้องการขององค์กรในการบริหารจัดการในเรื่องนั้นๆ (ครั้งที่ 4/2559 วันที่ 26 กรกฎาคม 2559)

23. การประเมินการรั่วไหลและฟุ้งกระจายออกของก๊าซเรือนกระจก จากถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิง IPCC guideline 2006: Vol.2 Chapter 4 Fugitive emission หัวข้อ 4.2 Fugitive emissions from oil and natural gas systems ในส่วนของแหล่งปล่อย IPCC code 1 B 2 a iii 5 Distribution of oil products ที่แสดงในตาราง4.2.5 พบว่าไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง 7 ชนิด ตามที่พิจารณาตาม CFO guideline มีเพียงสาร NMVOC ที่มีการฟุ้งกระจายออก แต่ไม่สามารถตรวจวัดได้ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวนี้ สอดคล้องกับ API Compendium 2009 ที่ถือว่าก๊าซ CO2 และ ก๊าซ CH4 มีปริมาณที่น้อยมากในเชื้อเพลิงเหลว ดังนั้นจึงตั้งสมมติฐานว่าไม่มีการปล่อยก๊าซ CO2 และก๊าซ CH4 จากถังเก็บเชื้อเพลิง”                                                        อ้างอิง : API, 2009, Compendium of Greenhouse GasEmissions Estimation Methodologies forthe Oil and Natural Gas Industry: Section 5 - Process and vented emission estimation methods, American Petroleum Institute, p. 56.

24. แนวทางสำหรับการกรอกข้อมูล ในรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแบบฟอร์มของ อบก.

  • ลำดับของแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกในรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหัวข้อ 3.1.4 , 3.2.1-3.2.6 และ 4.1-4.3 ควรใส่หมายเลขเรียงลำดับให้เหมือนกัน ไม่สลับไปมา เพื่อง่ายต่อการทวนสอบข้อมูล
  • รายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหัวข้อ 3.1.5 และ 3.2.8 มีความหมายเหมือนกัน ให้ตัดหัวข้อ 3.2.8 ออก
  • รายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหัวข้อ 4.1 – 4.4 ตารางการกรอกข้อมูลช่องลักษณะข้อมูลที่ตรวจวัด” ควรใส่เป็นหน่วยของข้อมูลที่ตรวจวัด เช่น ลิตร,บาท หรือ กิโลกรัม  เป็นต้น
  • รายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหัวข้อ 3.2.4 ตารางช่องกำลังการผลิต สามารถกรอกข้อมูลจำนวนและขนาดหม้อแปลง (kva) ได้ตามความเหมาะสม
  • แบบฟอร์มรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร สามารถปรับแก้ได้ตามความเหมาะสม โดยไม่เปลี่ยนวัตถุประสงค์ของการเขียนรายงานในหัวข้อนั้นๆ เพื่อให้ง่ายสำหรับการอ่านแต่ไม่ควรทำการปรับแก้มากเกินไป

25. เนื่องจากการกรอกข้อมูลในระบบ SAP อาจเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ ทั้งนี้ในการใช้ข้อมูลจากระบบ SAP เป็นหลักฐานอ้างอิงในขั้นตอนการทวนสอบ ผู้ทวนสอบต้องทำการตรวจสอบข้อมูลร่วมกับหลักฐานอื่น อาทิเช่น การสุ่มตรวจบิลใบเสร็จ/ใบเบิก เพื่อเป็นการยืนยันความความถูกต้อง พร้อมกันนี้ในการดึงข้อมูลควรให้เจ้าหน้าที่ขององค์กรที่มีความเชี่ยวชาญและใช้งานอยู่เป็นประจำเป็นผู้ดำเนินการ

26. การประเมินการรั่วไหลของก๊าซ CH4 จากการใช้ห้องน้ำของพนักงาน (Septic Tank) โดยคำนวนจากจำนวนคน ทั้งนี้ในส่วนของพนักงานไม่ประจำหรือผู้รับเหมา ที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ มีแนวทางในการพิจารณาดังนี้

          - ความมีนัยสำคัญของข้อมูล หากเป็นอุตสาหกรรมที่มีพนักงานไม่ประจำหรือผู้รับเหมาจำนวนมาก ต้องทำการคำนวณ

          - ในกรณีที่มีการเก็บข้อมูลจำนวนคนที่เข้ามาในแต่ละวัน เห็นควรต้องทำการคำนวณทั้งหมด  

          - ในกรณีห้างสรรพสินค้า หรือ โรงพยาบาลที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ไม่สามารถเก็บข้อมูลจำนวนผู้ใช้บริการได้ สามารถคำนวณโดยใช้ปริมาณการใช้น้ำขององค์กรนั้นๆ ร่วมกับค่า BOD Loading ของอุตสาหกรรมแต่ละประเภท ตามข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ 

หากคุณต้องการรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม